Make your own free website on Tripod.com

การเสียดินแดนไทยให้แก่ฝรั่งเศส ๕ ครั้ง

ครั้งที่

ปี พ.ศ.

เสียดินแดน

ประมาณเนื้อที่

๒๔๑๐

เสียส่วนใหญ่ของประเทศเขมรและเกาะ ๖ เกาะ

๑๒๔,๐๐๐ ต.ร.ก.

๒๔๓๑

เสียแคว้นสิบสองจุไทย

๘๗,๐๐๐ ต.ร.ก.

๒๔๓๖

เสียฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

๒๔๓,๐๐๐ ต.ร.ก.

๒๔๔๖

เสียฝั่งขวาแม่น้ำโขง

๖๒,๕๐๐ ต.ร.ก.

๒๔๔๙

เสียจังหวัดพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ

๕๑,๐๐๐ ต.ร.ก.


การเสียดินแดนไทยให้แก่ฝรั่งเศส ๕ ครั้ง

การเสียดินแดนไทยให้แก่ฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ ๔ และ ๕ รวมห้าครั้งด้วยกันคือ

ครั้งที่ ๑
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ใน พ.ศ. ๒๔๑๐ ไทยเสียเขมรส่วนนอกและเกาะอีก ๖ เกาะ ให้แก่ฝรั่งเศส นับเป็นการเสียดินแดนครั้งแรกในรัชกาลของพระองค์

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เสียดินแดนทั้งหมด ๔ ครั้ง คือ
ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๓๑
หลังจากที่ไทยได้ปราบพวกฮ่อเรียบร้อยแล้วใน พ.ศ. ๒๔๒๘ ในปีต่อมาฝรั่งเศสเข้ามาขอทำสัญญากับไทย ตั้งศาลกงสุลที่นครหลวงพระบาง และตั้งให้ ม. ปาวีร์ เป็นกงสุล ใน พ.ศ. ๒๔๓๐ พวงฮ่อได้เข้ามาปล้นเมืองหลวงพระบางอีก แต่ไทยก็ปราบฮ่อได้อีก ซึ่งครั้งนี้ ม. ปาวีร์ ตกอยู่ในอันตราย ซึ่งไทยช่วยให้รอดชีวิตมาได้ การปราบฮ่อทุกครั้งฝรั่งเศสไม่เคยช่วยเลย แต่เมื่อไทยปราบฮ่อเสร็จแล้วฝรั่งเศสกลับมายึดเอาแคว้นสิบสองจุไทยและหัวพันทั้งห้าทั้งหกไว้ โดยอ้างว่าเอาไว้เป็นกำลังปราบฮ่อ ไทยจะเจรจาอย่างไรฝรั่งเศสไม่ยอมถอยทัพกลับ ฉะนั้นใน พ.ศ. ๒๔๓๑ แคว้นสิบสองจุไทยจึงตกเป็นของฝรั่งเศส
ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒)
ฝรั่งเศสแต่งตั้ง ม. ปาวีร์ เป็นอัคราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพ ฯ ในระหว่างนี้ฝรั่งเศสอ้างสิทธิว่าดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเดิมเป็นของญวนและเขมร ดังนั้นฝรั่งเศสควรมีสิทธิครอบครองดินแดนนี้ด้วย และในการปักปันเขตแดนนี้ฝรั่งเศสได้ถือโอกาสเอาแม่น้ำโขงเป็นหลัก ไทยเราไม่ยอม ฝรั่งเศสส่งทหารญวนลุกล้ำเข้ามาจึงเกิดการปะทะกับทหารไทยที่รักษาดินแดนอยู่ และยังได้ส่งเรือนำร่องมาจากพนมเปญมาตามลำน้ำโขง เกิดปะทะกับฝ่ายไทยและต่อมาไม่นานก็ได้ส่งเรือรบ ๒ ลำ ใน พ.ศ. ๒๔๓๖ เข้ามาในอ่าวไทยโดยอาศัยเรือสินค้าเป็นเรือนำร่อง เจ้าหน้าที่ไทยที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ ส่งสัญญาณห้ามให้หยุดไม่เป็นผล จึงยิงลูกหลอกขู่ ฝรั่งเศสได้ระดมยิงเรือไทย คือเรือมกุฎราชกุมารของไทยเสียหาย ส่วนเรือนำร่องของฝรั่งเศสถูกยิงชำรุด แต่เรือรบ ๒ ลำ คือเรือแองคองสตังต์และเรือโคเมตได้แล่นสู่กรุงเทพ ฯ จอดหน้าสถานทูตฝรั่งเศส ม. ปาวีร์ ได้ยื่นคำขาดให้ตอบภายใน ๔๘ ชั่วโมง ดังนี้คือ
ก. ให้ไทยยอมรับว่าดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ตลอดทั้งเกาะต่าง ๆ ในลำน้ำโขงเป็นของฝรั่งเศสทั้งสิ้น และไทยถูกบังคับให้ถอนทหารชายแดนทั้งหมด
ข. เสียค่าปรับ ค่าทำขวัญแก่ฝรั่งเศส เป็นเงินไทยประมาณ ๓ ล้านบาท และเงินฝรั่งเศส ๒ ล้านฟรังก์
ไทยขอให้เสนอมหาประเทศพิจารณา ถ้าฝรั่งเศสมีหลักฐานอ้างอิงได้ว่าดินแดนแถบนี้เป็นของญวนและเขมรก็จะยอมยกให้ ฝรั่งเศสไม่ยอมและพร้อมกันนี้ก็ประกาศปิดอ่าวไทย เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ไทยต้องยอมทำตามคำขาดของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๓ สิงาคม ๒๔๓๖
ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๔๔๖
ฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกันเป็นเวลา ๑๐ ปี แต่เมื่อไทยได้ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนแล้ว ฝรั่งเศสก็ไม่ยอมถอนทหารจากจันทบุรี จันทบุรีเป็นดินแดนสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ฉะนั้น ไทยต้อทำสัญญากับฝรั่งเศสอีก ๒ ฉบับ
ฉบับที่ ๑ ใน พ.ศ. ๒๔๔๕ ไทยยอมทำสัญญาแลกเปลี่ยนยอมยกเมืองจำปาศักดิ์ มโนไพร ให้แก่ฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสจะยอมยกออกจากเมืองจันทบุรี แต่แล้วฝรั่งเศสก็ไม่ยอมถอนทหารจากจันทบุรี
ฉบับที่ ๒ ใน พ.ศ. ๒๔๔๖ ไทยต้องทำสัญญาอีก กำหนดเขตแดนระหว่างไทยกับเขมรโดยใช้ภูเขาบรรทัดเป็นหลัก และยกดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงข้ามเมืองหลวงพระบางให้แก่ฝรั่งเศส และให้ฝรั่งเศสเช่าที่ทำท่าเรือที่หนองคาย มุกดาหาร และปากน้ำมูลได้
ครั้งที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๔๙
ฝรั่งเศสถอนทหารจากเมืองจันทบุรีกลางปี พ.ศ. ๒๔๔๘ แล้วไปยึดเมืองตราดเพื่อที่จะให้ฝรั่งเศสออกจากตราดไทยยอมยกขมรส่วนใน คือเมืองเสียมราฐและเมืองพระตะบองให้แก่ฝรั่งเศส ใน พ.ศ. ๒๔๔๙ นอกจากจะได้เมืองตราดคืนแล้วฝรั่งเศสยังยอมให้ไทยมีสิทธิชำระคดีใด ๆ ที่ชาวฝรั่งเศสหรือคนในบังคับฝรั่งเศสเป็นโจทย์จำเลยจะต้องมาขึ้นกับศาลไทย แต่กงสุลฝรั่งเศสยังมีอำนาจเรียกคดีจากศาลไทยไปพิจารณาได้ด้วย

ไทยเสียดินแดนให้แก่อังกฤษ พ.ศ. ๒๔๕๑
ไทยยอมยกเมืองไทรบุรี ปลิศ กลันตัน ตรังกานูให้แก่อังกฤษ เพื่อแลกเปลี่ยสิทธิให้คนในบังคับอังกฤษมาขึ้นศาลไทย แต่ศาลกงสุลยังคงมีอำนาจเรียกคดีไปพิจารณาได้ถ้าไม่พอใจ และรัฐบาลอังกฤษได้ให้ไทยกู้เงินมาสร้างทางรถไฟสายใต้ต่อกับมลายูอีกด้วย

 

     ในระหว่างที่ไทยกำลังปราบฮ่ออยู่นั้นเป็นระยะเดียวกันกับที่ประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษกำลังแสวงหาอาณานิคมในแถบเอเชีย และฝรั่งเศสสามารถเข้ายึดครองลาวและเขมรไว้เป็นเมืองขึ้นได้ จึงได้พยายามรุกล้ำเข้ามายังประเทศไทย
ใน พ.ศ. ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒) ฝรั่งเศสได้รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยหลายจุด โดยใช้ทหารอาสาสมัครญวนและเขมรเป็นส่วนใหญ่ เช่นที่เมืองพ้องเมืองสองคอน ตลอดจนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสได้บังคับบัญชาให้ทหารญวนและเขมร เข้ายึดเมืองโขง (สีทันดร) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำโขงตอนล่างเป็นที่มั่น เพื่อสะดวกในการยึดครองเมืองอื่น ๆ ทางเหนือของลำน้ำโขงต่อไป
หลังจากฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองและตำบลต่าง ๆ หลายแห่ง ฝ่ายไทยมิได้ต่อสู้ต้านทานอย่างจริงจัง เพราะกำลังน้อยกว่า ยกเว้นเมืองพ้องได้ต่อต้านแข็งแรงกว่าที่อื่น ๆ ในที่สุดได้เผาหมู่บ้าน แล้วล่าถอยไปตามลำแม่น้ำโขงเตรียมการตั้งรับทางฝั่งขวา
ฝรั่งเศสได้บังคับให้ไทยถอนกำลังออกจากเมืองคำเกิด คำม่วน ตลอดฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงซึ่งมีค่ายทหารตั้งอยู่ พระยอดเมีองขวางซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาไม่ยินยอม จึงเกิดสูรบขึ้น ฝ่ายฝรั่งเศสได้จับตัวพระยอดไว้ ต่อมาเมื่อฝ่ายไทยยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแล้ว ในอนุสัญญาข้อ ๓ ไทยจะต้องพิพากษาลงโทษพระยอดเมืองขวาง โดยศาลผสมระหว่างไทยและฝรั่งเศส พระยอดจึงถูกจำคุกอยู่ ๔ ปี คนไทยสมัยนั้นเทิดทูนยกย่องคุณความดีของพระยอดในฐานะผู้รักชาติ ซึ่งยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อชาติ
    หลังจากเกิดการรบพุ่งกันระหว่างไทยกับฝรั่งเศสบริเวณฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแล้ว ฝรั่งเศสได้ส่งเรือรบ ๒ ลำ เข้ามาในประเทศไทย คือเรือแองคองสตังต์ และเรือโคเมต จึงเกิดสู้รบกันขึ้นที่ปากน้ำเจ้าพระยาเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒)
ฝ่ายไทยมีสถานีรบที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าและใช้เรือรบป้องกันที่ปากน้ำ ๕ ลำ เช่น เรือมกุฎราชกุมาร เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ เมื่อเกิดการสู้รบกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างได้รับความเสียหาย และเกรงจะเกิดเหตุการณ์ลุกลามใหญ่โต จึงหยุดทำการรบเพื่อตกลงกันทางการทูตต่อไป
ต่อมาเมื่อถึงวันที่ ๑๘-๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ รัฐสภาฝรั่งเศสได้ประชุมกันและยื่นคำขาดแก่รัฐบาลไทยให้ไทยยกฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส ฝ่ายไทยและฝรั่งเศสได้มีหนังสือตอบโต้กันหลายครั้ง ในทีสุดเพื่อให้ประเทศชาติปลอดภัยและประชาชนชาวไทยอยู่อย่างเป็นสุข พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงยินยอมยกดินแดนแห่งนี้ให้ฝรั่งเศสและยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝรั่งเศส โดยในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์ อัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีสได้นำหนังสือยอมรับเงื่อนไขต่าง ๆ กับรัฐบาลฝรั่งเศส และได้เซ็นสัญญาสงบศึกในวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ โดยอนุสัญญาข้อ ๖ รัฐบาลฝรั่งเศสจะยึดครองจันทบุรีไว้จนกว่ารัฐบาลไทยจะได้ปฏิบัติตามสัญญา
     รัฐบาลฝรั่งเศสได้ยึดครองเมืองจันทบุรีตั้งแต่ ๓ ตุลาคม ๒๔๓๖ - ๘ มกราคม ๒๔๔๗ เป็นเวลา ๑๐ ปี จึงยอมคืนดินแดนนี้ให้ไทย แต่ฝรั่งเศสได้ยึดเมืองตราดแทน
หลังจากที่ไทยได้ทำสัญญายกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเสียเงินเป็นจำนวนมากให้แก่ฝรั่งเศสใน พ.ศ. ๒๔๓๖ และฝรั่งเศสได้ยึดจันทบุรีไว้โดยอ้างว่าเมื่อไทยได้ปฏิบัติตามสัญญาแล้วจะคืนให้ ไทยได้รีบปฏิบัติตามสัญญาอย่างครบถ้วนแล้ว แต่ฝรั่งเศสก็ยังไม่ยอมคืนจันทบุรีให้จนเวลาล่วงมาถึง ๑๐ ปี ฝรั่งเศสจึงได้ถอนทหารออกจากจันทบุรีหมด เมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๗ โดยฝรั่งเศสย้ายไปยึดเมืองตราดแทน
     เพื่อให้ได้เมืองตราดกลับคืนมาเป็นของไทย ไทยต้องทำสัญญากับฝรั่งเศสเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ยกพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศส
เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง จึงได้นำธงชาติไทย (ธงช้าง) กลับมายังเมืองไทย พร้อมกับอพยพครอบครัวมาด้วย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่เมืองปราจีนบุรีจนกระทั่งอสัญกรรม
ประเทศไทยได้เสียดินแดนให้ต่างประเทศหลายครั้ง โดยเฉพาะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งสุดท้ายใน พ.ศ. ๒๔๕๒ ซึ่งเสียดินแดนให้อังกฤษและฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก
จากการคุกคามของฝรั่งเศสในระยะแรก ๆ ทำให้อังกฤษซึ่งมีผลประโยชน์อยู่ในประเทศไทยมากมาย เกรงจะเกิดความเสียหายขึ้นจึงได้เจรจาทำความตกลงกับฝรั่งเศสและได้ทำสนธิสัญญาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ ให้ประเทศไทยเป็นดินแดนกันชนระหว่างอาณานิคมของทั้งสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งฝรั่งเศสครอบครองอยู่ทางด้านตะวันออก และอังกฤษครอบครองด้านตะวันตก โดยทั้งสองประเทศให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่แสวงหาผลประโยชน์ผูกขาดในประเทศไทย
สนธิสัญญาฉบับนี้ให้ประโยชน์กับประเทศไทยอย่างยิ่ง เพราะเป็นการประกันเอกราชและอธิปไตยของชาติไทย ที่จะไม่ถูกมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้ายึดครอง